นิทานพลังจิตมิติที่๕ "เดชกัลยา" by กลิ่นราตรี

ในห้อง 'วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ' ตั้งกระทู้โดย กลิ่นราตรี, 5 มิถุนายน 2017.

  1. กลิ่นราตรี

    กลิ่นราตรี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    53
    ค่าพลัง:
    +5,139
    ๔.รับขวัญโลกวิญญาณ

    "โลกวิญญาณ เอ็งรู้ไหมว่าที่นี่มันมีแต่ตัวประหลาด พวกสัตว์ประหลาดน่ะเอ็งเข้าใจไหม
    มันน่าเกลียดน่ากลัว เอ็งเดินทะเร่อทะร่าเข้ามายังไงคนเดียวได้ ไม่กลัวรึ" ภิกษุรูปเดิมเอ่ย
    เสียงชัดย้ำความหมายให้เข้าใจ พลางชวนคุยต่อ พร้อมยื่นมือออกกวักเรียก

    "ไหนๆ เอ็งกระเถิบเข้ามาใกล้ๆข้ากว่านี้หน่อยสิ อย่างนี้ต้องมีของดีไว้คุ้มภัยพวกตัวประหลาด
    ไม่งั้นเอ็งเสร็จมันแน่ จะกลายเป็นผีก่อนเวลา"

    เมื่อนางขยับคลานเข่าเข้าไปใกล้และเปลี่ยนเป็นท่านั่งคุกเข่าทับส้นเท้า ภิกษุท่านก็ออกคำสั่ง
    ให้ขยับใกล้มากเข้าไปอีก

    "เอ็งกลัวข้าเหรอ รึกลัวผี ฮ่า ฮ่า ฮ่า"

    กัลยาไม่ตอบออกเสียง นางตอบเพียงในใจตัวเองว่ากลัว เพราะไม่คุ้นเคยกับพระ กลัวจะทำสิ่ง
    ที่ไม่สมควรแก่ท่านโดยไม่ได้ตั้งใจเข้าให้ก็แค่นั้น นางเก้ๆกังๆในท่าทางที่เข้าไปใกล้โขดหิน
    ที่ภิกษุชรานั่งขัดสามธิอยู่บนนั้น อาจเป็นที่รำคาญขัดใจแก่ภิกษุ ท่านจึงเอ่ยปากกำชับสั่งขึ้น

    "มาใกล้กว่านี้อีก มือข้าเอื้อมไม่ถึงเอ็งเห็นไหมเล่า..นังคนนี้นี่"

    กัลยาเร่งขยับเข้าจนชิดติดโขดหิน นางเงยหน้ามองการกระทำของภิกษุชราอย่างสงสัยที่ท่าน
    เอามือขวาของท่านเองล้วงเข้าไปในปากตัวเองแล้วควักนำบางสิ่งติดออกมาด้วย
    ภิกษุยิ้มร่าพร้อมกับใช้สองมือคลึงปั้นเจ้าสิ่งที่หลุดติดมือออกมาจากปากท่านให้เป็นก้อนกลม
    ก้อนกลมนั้นมีสีแดงส้มเข้มๆ มีน้ำแฉะๆเยิ้มๆ มันน่าจะคือหมากตามความคิดของนาง

    "มานี่" เสียงภิกษุเรียกพร้อมกับที่มือท่านยาวยืดออกมาจับหมับเข้าที่คางของนาง แล้วออกแรง
    นิดๆบีบขากรรไกรให้ริมฝีปากของนางแยกออกจากกัน พลางเอ่ยเสียงกระเซ้าเย้าแหย่

    "อ้าปากออกสิ เอ็งจะให้ข้าง้างมันรึไงนังนี่"

    ริมฝีปากนางอ้าออกอย่างทันที และเมื่อถูกสั่งให้อ้าออกให้กว้างอีก คราวนี้นางแทบยกมือ
    ง้างปากตัวเองให้สมคำสั่งท่าน คือเรียกว่าง้างเสียจนหมดงามก็ว่าได้

    "เออ..อย่างนี้สิ มัวมาอายข้าอยู่นั่น ต้องกว้างๆแบบนี้แหละมันถึงจะยัดลงไปได้"

    เสียงภิกษุเอ่ยด้วยความพอใจ แต่ถ้อยประโยคนั้นกลับทำเอากัลยานางชะงักงัน ลดชะลอ
    ความกว้างของปากลงทันที

    "เอ็งรังเกียจข้ารึไง" ภิกษุถามด้วยน้ำเสียงกระเซ้าและสีหน้าอมยิ้ม

    "ไม่ค่ะ หนูไม่ได้คิดอย่างนั้น" นางตอบเสียงชัด พลางคิดในใจ 'จะให้ตอบได้ยังไงว่ากลัวไอ้ก้อนกลมๆนั่น'

    "งั้นก็อ้าปากมาสิ เร็วๆอย่าช้า"

    กัลยายังรีรอเงอะงะ จึงมีเสียงเอ่ยอย่างเสมือนทดลองใจจากภิกษุชรา

    "ไม่จริง..เอ็งรังเกียจน้ำลายข้าต่างหาก ไม่ต้องมาโกหกพระ
    ข้าไม่เชื่อเอ็งหรอก เอ็งรังเกียจข้า ฮ่า ฮ่า ฮ่า" ท้ายประโยคภิกษุหัวเราะร่วนขำขัน

    ได้ยินดังนั้นนางจึงอ้าปากเสียกว้างขวางอย่างทันทีทันใด และเช่นกันที่ภิกษุได้ยื่นมือล้วงลงไป
    ลึกจนถึงคอหอยของนาง กัลยารู้สึกผะอืดผะอมที่มือของท่านมาเขี่ยแถวๆโคนลิ้น นางทำท่า
    คล้ายจะขย้อนแต่ฝืนเอาไว้

    "กลืนมันลงไปในท้อง เลี้ยงไว้ในนั้น อย่าให้มันลอยขึ้นมาเกินหอคอยเอ็งได้"

    "เออ..อย่างนั้น"

    เมื่อนางพยามทำตามท่านจนสำเร็จจึงมีเสียงเอ่ยชมอย่างงึมงำจากภิกษุชรา กัลยารู้สึกร้อนวาบ
    ตามรอยก้อนหมากที่เดินทางไปตามหลอดอาหาร หมากแดงเดินทางผ่านลงสู่กระเพาะอาหาร
    ออกสู่ลำไส้เล็กแล้วไหลทะลุออกไปกองในช่องท้อง นางรู้สึกงงอยู่นานว่าเหตุใดก้อนหมากจึง
    สามารถทะลุออกลำไส้ไปได้ แต่แล้วก็ทำความเข้าใจได้เมื่อทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมดครั้งกลับ
    ออกจากการกรรมฐาน
     
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    10,649
    กระทู้เรื่องเด่น:
    136
    ค่าพลัง:
    +25,297
    ทําให้นึกถึงชานหมากหลวงพ่อฤาษีเลยค่ะ อ่านแป้บเดียวหมดอีกแล้วว
    *เรื่องเสียงยังทําไม่เป็นค่ะ:p
     
  3. กลิ่นราตรี

    กลิ่นราตรี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    53
    ค่าพลัง:
    +5,139
    :) อรุณสวัสดิ์ค่ะ

    คิดทบทวนมาหลายวันกับเนื้อหาในนิทานพลังจิตของตัวเอง ว่าควรอพยพย้ายไปอยู่ห้องอื่น
    ก็พอดีกับมีหลายๆคนคิดสนับสนุนมาเป็นการส่วนตัว :p
    ถึงเช้าวันนี้ก็ตัดสินใจเป็นที่เรียบร้อยว่าจะส่งเรื่องแจ้งขอย้ายห้องเสียที

    สำหรับคนที่ตามอ่านนิทานเรื่องนี้อยู่นะคะ รบกวนติดตามย้ายอ่านกระทู้นี้ต่อไปในห้องใหม่
    :D:D:D ขอขอบคุณมาล่วงหน้า แล้วพบกันใหม่อีกครั้งนะคะ
     
  4. ล้อเล่น

    ล้อเล่น เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 ตุลาคม 2007
    โพสต์:
    4,904
    ค่าพลัง:
    +18,619
    ยังอยู่ที่เดิมนะคร้าเนี่ย
     
  5. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    10,649
    กระทู้เรื่องเด่น:
    136
    ค่าพลัง:
    +25,297
    เลยวุ่นวายวิ่งไปตามหาห้องโน้นทีห้องนี้ที ทําเอาสวเมื่อยนิ้วหอบแฮกๆเลย:):D:D
     
  6. วิชญ์24

    วิชญ์24 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มีนาคม 2014
    โพสต์:
    137
    ค่าพลัง:
    +1,922
    ติดตามอ่านเรื่อยๆครับ รักษาสุขภาพด้วยครับ ทั้งคนเขียนและคนอ่าน
     
  7. tumdidi

    tumdidi เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 กุมภาพันธ์ 2011
    โพสต์:
    84
    ค่าพลัง:
    +412
    ไปไหนก็ตามอ่านค่ะ
     
  8. กลิ่นราตรี

    กลิ่นราตรี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    53
    ค่าพลัง:
    +5,139
    :D:D สวัสดีค่ะ

    วันนี้ยังอยู่ที่นี่ที่เดิม สงสัยจะไม่ได้ย้ายแล้ว :);)o_O
    งั้นก็อยู่ต่อไปมันที่นี่แหละค่ะ

    :p อยู่ตรงนี้ก็ดีเหมือนกันเนอะ
     
  9. กลิ่นราตรี

    กลิ่นราตรี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    53
    ค่าพลัง:
    +5,139
    :D ยังไม่เคยได้รู้ถึงเรื่องนี้เลย มีเวลาพี่supatornเล่าให้รู้บ้างนะคะ
     
  10. picko

    picko ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 มกราคม 2014
    โพสต์:
    404
    กระทู้เรื่องเด่น:
    66
    ค่าพลัง:
    +1,468
    งั้นก้อติดตามต่อที่นี่ค่าา :);):)
     
  11. กลิ่นราตรี

    กลิ่นราตรี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    53
    ค่าพลัง:
    +5,139
    ๕.อัศจรรย์ชานหมาก

    กัลยาแปลกใจตัวเองทุกครั้งที่หลับตา สงสัยอยู่เนืองๆว่าทำไมตาเมื่อหลับลงแล้ว
    ก็ได้เห็นแต่ภาพภายในท้องเห็นอวัยวะในช่องท้องแล้วก็เห็นชานหมากสีส้มแดงก้อนนั้นมีแสง
    กระพริบวิบๆเป็นดวงๆเล็กๆ

    แต่ให้สงสัยเท่าใดก็ไม่มีคำตอบ นางจึงได้แต่นอนมองดูเจ้าหมากก้อนนั้นไปในทุกๆวัน

    ผ่านวันผ่านคืนยิ่งแปลกประหลาดใจเมื่อหมากมีพัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
    ชานหมากก้อนแดงฝังตัวลงในผนังช่องท้องของนางใกล้กับตำแหน่งห้อยของไส้ติ่ง
    มันฝังตัวเองลงไปในกล้ามเนื้อหน้าท้องจนเกือบมิดตัวของมันเอง สภาพของมันคล้ายว่า
    เกิดพังผืดมายึดเชื่อมจนเป็นเนื้อเดียวกับร่างกายนางก็ว่าได้

    จากชานหมากขนาดเท่าลูกมะนาวเริ่มเปลี่ยนกลายเป็นหิน ซ้ำมีขนาดเล็กลง ผิวที่เคยเรียบลื่น
    เริ่มมีตะปุ่มตะป่ำขุรขระ สีเปลี่ยนตามไปด้วย กลายว่าเหมือนก้อนหินปูนที่เห็นหล่นเกลื่อน
    ข้างทางตามถนนทางเดินทั่วไป เริ่มไม่ใช่หมากแล้ว แต่นางยังคงให้ความสนใจมองต่อไปเรื่อย
    มองแล้วมองอีกจนหินที่ขุรขระค่อยมีผิวเรียบลื่นมันวาวเนื้อใสสว่าง

    หินปูนหายไปแล้ว กลายเป็นดวงแก้วใสปิ๊งไร้สีสั้น ที่ล้อมรอบด้วยเลือดเนื้อสีแดงในท้อง
    เป็นฉากพื้นหลัง ดวงแก้วใสยังคงเปล่งแสงล่อหลอกให้นางมองต่อไปเรื่อยจนตัวของมันเอง
    อันตรธานหายไปเหลือเพียงแสงสว่างจ้าสีขาว

    กัลยานางยังคงเฝ้ามองแสงสีขาวนั้นเช่นเดิม แสงสีขาวที่หยาบนั้นค่อยเนียนละเอียดยิบขึ้น
    แสงสีขาวเริ่มมีสีนวลเข้ามาแทรกและกลืนกินแสงขาวหายไป ที่สุดแสงนวลค่อยสุกเหลืองปลั่ง
    ดั่งดวงจันทร์วันเพ็ญบนท้องฟ้า

    นางชื่นชมซึมซับความงดงามด้วยจิตหลงไหลเนิ่นนานเท่าใดประเมินไม่ได้ ดวงจันทร์ที่มอง
    เห็นลอยเคลื่อนจากผนังหน้าท้องลอยลิ่วขึ้นมาแนบลิ้นปี่ นางคิดว่ามันจะหยุดที่ตรงนั้น
    แต่ไม่ใช่ จันทร์ดวงนั้นผ่านเคลื่อนตามแนวกระดูกสั้นหลังตรงผ่านคอหอยพุ่งขึ้นสู่ก้านสมอง
    มันไปหยุดอยู่ที่เหนือตรงนั้นแล้วขยายตัวเองออกจนครอบมิดกลืนเบ้าตาทั้งสองข้าง

    มีเงาลางเลือนเกิดขึ้น มีผู้คนมากหลายเดินเรียงแถวเข้ามาตรงหน้า นางมองเห็นได้อย่างเลือนๆ
    ไม่ชัดว่าใครเป็นใคร รู้เพียงว่ากำลังเกิดภาพของงานพิธีบางอย่างที่เกี่ยวกับพระภิกษุ
     
  12. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    10,649
    กระทู้เรื่องเด่น:
    136
    ค่าพลัง:
    +25,297
    ชานหมากหลวงพ่อฤาษีลิงดํา อ่านเจอที่ไหนจําไม่ได้แล้วค่ะ:(มีพุทธคุณมากมาย
    ChanmarkLpRuesri1600Baht.jpg
    เห็นว่าราวๆ๑๖๐๐บาทแล้วค่ะ
     
  13. กึกก้อง

    กึกก้อง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2009
    โพสต์:
    591
    ค่าพลัง:
    +3,442
    ชานหมากหลวงพ่อฤๅษี ให้บูชาในสมัยนั้นลูกละ ๓๐.-
     
  14. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    10,649
    กระทู้เรื่องเด่น:
    136
    ค่าพลัง:
    +25,297
    .........
    โอ้โฮ !! สมัยนี้เราจะทราบได้อย่างไรคะว่าจากหลวงพ่อ ถ้าเรามีเองคงจะกลืนลงท้องไปแล้วแบบท่านกัลยา อยากได้เหมือนกันค่ะ แต่หลวงพ่อก็อยู่ที่ใจแล้วค่ะ
     
  15. กลิ่นราตรี

    กลิ่นราตรี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    53
    ค่าพลัง:
    +5,139
    ๖.เรื่องเก่าเล่าใหม่

    ภาพที่มองเห็นค่อยชัดแจ่มขึ้นทีละนิด เพิ่มสีสันเสมือนจริงในที่สุด กัลยามองเห็นชายหนุ่ม
    ในชุดขาวเดินเรียงแถวตามกันเข้ามาภายในศาลาเรือนไม้หลังใหญ่ประมาณ ๑๐ คน
    นางสะดุดตากับชายหนุ่มคนแรกที่เดินนำมาหน้าสุด เขามีรูปร่างโปร่งบางสมส่วน ผิวผุดผ่อง
    ขาวสะอาดสะอ้านไม่ต่างจากสตรี กริยาท่าทางของเขานั้นบ่งบอกว่าได้รับการอบรมมาอย่างดี

    นางมองตามเขาที่ก้าวเดินนำไปหยุดตรงหน้าพระภิกษุที่นั่งถือตาลปัตรสวดท่องบทสวด
    ภิกษุนั้นนั่งหน้ากระดาน ๔ รูป เขาหยุดที่ภิกษุรูปแรก พร้อมกับที่ชายหนุ่มคนถัดมา
    ก็หยุดตรงหน้าภิกษุรูปถัดมา และคนอื่นๆก็ทำเช่นกัน ต่างหยุดตรงหน้าพระภิกษุทั้ง ๔
    ส่วนชายหนุ่มที่เหลือนอกนั้นยืนเรียงแถวรอ

    'อุต๊ะ! แม่เจ้า!' นางตกอกตกใจอุทานในใจเสียงสนั่น เมื่อได้เห็นหน้าตาพระภิกษุนั้นว่าเหมือน
    ภิกษุชราผู้ยัดชานหมากลงท้องของนางไปในหลายวันก่อนหน้านี้
    นางสังเกตุเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนตรงที่พระภิกษุที่เห็นในคราวนี้ไม่แก่ชรามาก
    อย่างที่เคยได้พบเมื่อไม่นานมานี้

    นางมองดูชายหนุ่มทั้ง ๔ คน ที่ยอบลงนั่งลงกราบพระภิกษุ จากนั้นเมื่อเขาต่างเงยหน้าขึ้นแล้ว
    ภิกษุที่อยู่ตรงหน้าต่างก็ค่อยใช้ไม่ไผ่ฝานจนบางเฉียบเหมือนใบมีดโกนวางลงบนศรีษะตัดหั่น
    เส้นผมจนบางแล้วจึงโกนออกจนเกลี้ยง
    สำหรับชายหนุ่มคนแรกที่อยู่ในสายตาของนางนั้น กัลยาเห็นชัดว่า ในคมแรกที่ภิกษุลงไม้ไผ่
    เฉือนผมหลุดนั้น ท่านให้โอวาทตลอดจนสิ้นผมปอยสุดท้ายบนศรีษะ

    จากนั้นเขานั่งท่องบางสิ่งต่อหน้าภิกษุอยู่นานแล้วภิกษุนั้นจึงได้หยิบผ้าไตรจีวรขึ้นมาและช่วย
    นุ่งห่มให้จนเรียบร้อย เขาจึงกราบลา แล้วจึงเดินวนกลับมานั่งเรียงแถวหน้ากระดาน
    ตรงหน้าภิกษุเช่นเดิม เพียงแต่ห่างออกหมาสัก ๒ เมตร
    ขั้นตอนทั้งหมดของชายหนุ่มทั้ง ๔ คน จบลงอย่างพร้อมเพียงกัน

    จากนั้นชายหนุ่มชุดขาวอีก ๔ คน ก็เข้าประจำที่แทนทั้ง ๔ คน แล้วขั้นกระบวนการเช่นเก่าก็เกิด
    ขึ้นให้มองเห็นอีกครั้งกับชายหนุ่มคนอื่นที่ยืนรอในแถว
    ครั้นแล้วเสร็จลงในขั้นตอนนี้ พระภิกษุใหม่ทั้งหมดจึงได้รับการอบรมสั่งสอนจากภิกษุ
    ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ซึ่งนั่งในหัวแถวเป็นคนแรก คือพระภิกษุชราที่กัลยาได้พบนั่นเอง

    และเมื่อกัลยาติดตามดุภาพเล่าเรื่องจนมาถึงตรงนี้ จู่ๆก็มีเสียงแหบก้องของชายชราดังขึ้น
    ในโสตประสาท ทำเอานางสะดุ้งตกใจ

    "เอ็งดูสิว่าใคร ไอ้หนุ่มนั่น"

    เสียงชายชราคุ้นเคยได้ยินทำให้นางนึกได้ว่า คือเสียงพระภิกษุชราผู้ยัดหมากลงท้องนางนั่นเอง
    ที่ถามเสียงดังมานี้ นางมองยังพระภิกษุรูปใหม่ที่ได้รับการอุปสมบทจากท่านอีกครั้ง
    เขาช่างเป็นชายหนุ่มที่มีรูปกายงามนัก สูงโปร่งร่างบางไม่หนาเทอะทะอย่างชายหนุ่มทั่วๆไป
    ใบหน้าเรียวสวยเหมือนสตรี ดวงตาฉายแววอ่อนโยน จมูกเป็นสันพองามไม่สูงมาก
    ริมฝีปากบางอิ่มสีชมพูจัด

    "ไม่รู้ค่ะ หนูไม่รู้จัก แต่เขาหน้าตาคุ้นๆเหมือนเคยเห็น แต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน"

    "มองใหม่ เข้าไปใกล้ๆ มองให้ชัดๆแล้วค่อยตอบข้า" เสียงเดิมตัดสวนมาทันควัน

    กัลยามองไปที่ภิกษุใหม่รูปเดิม พิจารณาอยู่สักครู่จึงตอบ

    "เหมือนเดิมค่ะ หนูไม่รู้จักเขา ไม่เคยแน่ๆ เพราะนึกไม่ออก"

    "เข้าไปใกล้ๆอีก เพ่งไปตรงที่ตาแล้วจะเห็น"

    เสียงแหบเพิ่มน้ำหนักดังเข้มขึ้นเหมือนเป็นคำสั่ง นางรีบทำตาม มองเห็นถึงแววตาของเขา
    ที่คุ้นแสนคุ้น แต่ก็ยังจำไม่ได้ นึกสิ่งใดไม่ออกขึ้นมาได้เลย

    "ค่ะ ไม่รู้จักค่ะ หนูไม่รู้จักเขาอย่างแน่นอนค่ะ"

    "มองให้ลึกๆในตานั้น มองสิ..มันใช่เอ็งไหม มองให้ดีๆ"

    เสียงแหบเปล่งเข้มคาดคั้นมากขึ้น กัลยาพยามเพ่งมองไปที่ตาเขาตามคำบอกอีกครั้ง
    ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าเศร้าใจอย่างแปลกประหลาด นางพยายามปัดความรู้สึกนี้ออกไป
    แล้วคิดหาแต่เพียงคำตอบว่าเขาคือนางหรือไม่

    "ไม่ใช่ค่ะ เขาเป็นผู้ชาย หนูเป็นผู้หญิง"

    กัลยาตอบออกไปอย่างตัดบท เพื่อตัดความคิดตัวเองให้หยุดแค่นั้น นางรู้สึกถึงเสียงหัวใจ
    ที่เต้นแรงขึ้นจนแทบทะลุอกออกมาให้ได้ นางไม่ชอบความรู้สึกอย่างนี้เลย
    มันกระอักกระอ่วนล้นอกอย่างไรบอกไม่ถูก

    "ชายหรือหญิงไม่สำคัญ มองอีกทีที่จิตเขา มัน ใช่..ช่..ช่ เอ็งไหม" เสียงแหบเปล่งเน้นวาจา

    นางมองตามลึกเข้าไปในตาเขา เลยเข้าไปถึงตำแหน่งของก้านสมอง มีดวงแสงสีเหลืองอ่อนๆ
    อยู่ที่นั่น ในบัดดลนั้นกัลยาเสมือนถูกดูดเข้าไปในดวงแสงนั้นอย่างฝืนตัวไม่ได้
    นางสัมผัสได้ว่า เกิดความกลมกลืนระหว่างตัวนางและดวงแสงสีเหลืองอ่อนของภิกษุใหม่
    ในทันทีความกำซาบซึ้งพระธรรมวิ่งเข้าจับจิต รู้สึกเหมือนว่าตัวนางเองได้บวชเข้าเป็นสาวก
    ของพระพุทธเจ้าจริงๆ

    "ค่ะ เขาคือหนู" นางตอบรับด้วยเสียงแผ่วเบาหวั่นไหวระคนด้วยความสับสน

    "เออ..." เสียงแหบเอ่ยออกมาอย่างโล่งอก แล้วจึงกล่าวต่อ "มันก็แค่นั้นแหละ เอ็งคือเขา จำไว้"
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 15 มิถุนายน 2017
  16. กลิ่นราตรี

    กลิ่นราตรี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    53
    ค่าพลัง:
    +5,139
    :) อรุณสวัสดิ์ค่ะ

    หายเงียบจ้อยไปหลายวัน เพราะป่วย:confused::( แต่วันนี้กลับมาแล้วนะคะ ;)
    ขอบคุณมากค่ะ สำหรับการติดตามอ่านนิทาน"เดชกัลยา"

    :p:D วันนี้เรามาต่อจากเดิมที่ค้างไว้กันเลยนะคะ
     
  17. กึกก้อง

    กึกก้อง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2009
    โพสต์:
    591
    ค่าพลัง:
    +3,442
    ขอให้หายป่วยแข็งแรงเร็ว ๆ เน้อ (จะได้อ่านต่อ ฮ่า ฮ่า)
     
  18. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    10,649
    กระทู้เรื่องเด่น:
    136
    ค่าพลัง:
    +25,297
    Waiting.png ใช่เลยค่ะ หายไปก็เป็นห่วงอยู่ว่าจะเป็นอันหยังน้อ:):D
     
  19. กลิ่นราตรี

    กลิ่นราตรี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    53
    ค่าพลัง:
    +5,139
    ๗.เมื่อเราพบกัน

    "กลับมาเป็นศิษย์ข้าดังเดิมจะได้ไหม..ไอ้ทิด"

    เสียงแหบสั่นไหวเมื่อกล่าวประโยคสั้นออกจากปาก กัลยาในเงาทับซ้อนภิกษุบวชใหม่ก้มกราบ
    แทบตักภิกษุชราอย่างควบคุมตนเองไม่ได้ เป็นเรื่องแปลกประหลาดที่เกิดให้นางรู้สึกสัมผัสชัด
    ภิกษุหนุ่มขยับเข้าสวมกอดภิกษุชรา เป็นความรู้สึกคิดถึงมากมายชนิดล้นในหัวอก
    น้ำตาแห่งปิติหยาดลงเปื้อนจีวรสีกรักเนื้อนิ่มเปียกชุ่ม

    แรกทีเดียวนางนึกเพียงว่ามีแต่น้ำตาจากภิกษุหนุ่มเท่านั้น แต่ไม่ใช่เสียแล้วเมื่อมีหยาดหยดน้ำ
    ร่วงเผาะลงที่ศรีษะภิกษุหนุ่ม 'พระอาจารย์ร้องไห้' กัลยาในเงาภิกษุหนุ่มบวชใหม่นึกคิด
    นางเหงยหน้าช้อนตาขึ้นมองตรงที่ใบหน้าเหี่ยวย่นนั้นอีกครั้ง

    "ข้าคิดถึงแต่เรื่องเอ็งไอ้ทิด ทั้งที่ควรจะลืม..แต่ก็ลืมไม่ลงจริงๆ เอ็งทำให้ข้าลืมเอ็งไม่ได้
    ข้าผลิกแผ่นดินนี้ตามหาตัวก็เพราะต้องการเจอหน้าเอ็งอีกสักครั้งให้ได้ รู้ไหม"

    มือหยาบแห้งกร้านลูบศรีษะปลอบขวัญอยู่เนืองๆ กัลยารู้สึกเก้อเขินอีหลักอีเหลื่อชอบกลในใจ
    ที่ตนเองมาหมอบกอดเอวภิกษุชราเช่นนี้ แต่ความคิดนี้ก็ให้เกิดสงสัยอยู่ครามครันถึงเงาซ้อน
    ภิกษุหนุ่มผู้ถูกเรียกว่า 'ไอ้ทิด' ที่ทาบทับอยู่กับร่างนางนี้

    "ไปเถอะ..ไปดูกันต่อ"

    คำเอ่ยทักเตือนทำให้ภิกษุหนุ่มค่อยขยับถอยออกจากการสวมกอดภิกษุชราขึ้นนั่งหลังตรง
    กัลยาพยายามควบคุมตัวเอง แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ นางคิดว่าคำชวนของภิกษุชรานั้นจะนำพานาง
    ลุกไปที่อื่นๆจากตรงนี้จึงพยายามขยับตัว

    ในความสับสนนางไม่เห็นสิ่งใดชั่วขณะ ทุกอย่างตรงหน้าสว่างจ้านางเห็นเพียงแสงนวลเหมือน
    ดวงจันทร์ขยับลอยใกล้เข้ามาประชิดและพุ่งชน แสงนั้นครอบร่างนางที่ทับซ้อนภิกษุหนุ่มจนมิด
    บังเกิดภาพต่อเนื่องจากเรื่องเดิมขึ้นแทนแสงสว่างนวลละออ

    เหล่าภิกษุบวชใหม่ราว๑๐รูปนั่งเรียงหน้ากระดานเป็นสองแถว มือที่ประนมไว้กลางอกยกขึ้นจบ
    หน้าผาก จากนั้นต่างลุกเดินตามภิกษุผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ให้ตนออกไปจากศาลา
    กัลยาเองก็เช่นกันที่ต้องสมยอมผ่อนใจตามร่างที่คือภิกษุหนุ่มเดินตามพระอุปัชฌาย์ของตนไป
    ใจนางนึกแปลกฉงนเล็กน้อยที่ไม่ได้เดินไปในเส้นทางเดียวกันกับภิกษุรูปอื่นๆ แต่เลี้ยวแยก
    ออกมาอีกทางหนึ่งซึ่งเป็นตัวอาคารเชื่อโยงในส่วนลานกิจกรรมต่างๆของวัดแห่งนี้

    เมื่อเดินตามพระอุปัชฌาย์มาจนถึงห้องๆหนึ่งใกล้หอระฆังเขียนป้ายกำกับแปะไว้ว่า เจ้าอาวาส
    นางก็มัวเพลินตามองดูสภาพโดยรอบจนลืมเรื่องแปลกสงสัยสนิทใจ บรรยากาศขณะนั้นชื้นเย็น
    ชุ่มฉ่ำจากเม็ดฝนที่เริ่มโปรยเป็นสาย กลิ่นไม้เก่าอับๆสร้างความวิเวกให้แก่ใจได้ไม่น้อย
    นางยอมรับแก่ใจตัวเองว่าคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้อย่างน่าประหลาด ซ้ำยังมั่นใจชัดว่า
    จากสภาพสิ่งปลูกสร้างและเครื่องใช้สอยต่างๆที่วัดนี้น่าจะมีอายุอานามมากกว่าอายุของนาง

    ทันทีที่ภิกษุชราแง้มผลักบานประตูและเดินเข้าไป กลิ่นหอมประหลาดได้ลอยวนเข้ามาปะทะ
    กายที่ควบคุมไม่ได้นั้นก้าวข้ามธรณีสูงระดับเข่าตามเข้าไป ภิกษุหนุ่มคุกเข่าลงนั่งทับส้นเท้า
    กราบลงที่เบื้องหน้าภิกษุชราพลางเอ่ยเสียงออกจากปาก 'อาจารย์ตา'

    ภาพเก่าเล่าความสัมพันธ์ตาหลานให้กัลยาได้รู้ซึ้งถึงความรักความผูกพัน ทุกกิจกรรมที่ดำเนิน
    ผ่านไปด้วยการสั่งสอนจากภิกษุชราผู้มีสายเลือดเดียวกัน ภิกษุลูกวัดต่างเกิดกำลังจิตริษยา
    ในวาสนาของภิกษุหนุ่มผู้เป็นหลานตา ดังนั้นกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆสำหรับเขาจึงต้อง
    เคร่งครัดมากกว่าใครคนอื่นทั้งสิ้น เพื่อตัดลงในเสียงครหาที่เกิดขึ้น
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 มิถุนายน 2017
  20. กลิ่นราตรี

    กลิ่นราตรี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    53
    ค่าพลัง:
    +5,139
    ๘.สัญญาสิ้น

    ภาพเหตุการณ์ดำเนินเล่า ภิกษุหนุ่มมีหน้าที่ปรนนิบัติรับใช้และติดตามออกบิณฑบาตรร่วมกับพระอาจารย์ผู้เป็นตา เป็นเช่นนั้นอยู่เสมอเนืองๆ
    แต่แล้วก็เกิดบางสิ่งขึ้นกับสองตาหลานที่อาจกลายเป็นปมสัญญาให้ค้างใจต่อกัน เมื่อทุกๆเช้า
    มีหญิงสาววัยขบเขาะงดงามนางหนึ่งคอยรอถวายเครื่องคาวหวานลงบาตรภิกษุหนุ่ม

    นางคืบใกล้เข้ามาในชีวิตความเป้นอยู่ของเขามากขึ้นทุกขณะ ถวายเช้าไม่เพียงพอ ยังติดตาม
    ถวายเพล แวะเยี่ยมหาถึงกุฏิ จนเรื่องราวของทั้งสองกลายเป็นที่โจษจัน
    เมื่อความรูถึงหูพระอาจารย์ตาเข้า จึงทำให้เกิดการตักเตือน ภิกษุหนุ่มไม่โต้เถียงใดๆตอบกลับ
    เขาใช้วิธีการหลีกเลี่ยงนางผู้คอยหาโอกาสข้องแวะ วิธีการของเขาไม่ได้ผลและก่อโทษแก่ตัว

    พระอาจารย์ตารับฟังเสียงติฉินนิทาจากผู้คนรอบวัด ประมวลเหตุการณ์และสรุปความคิดก่อน
    ให้พระลูกวัดเดินตามเรียกภิกษุหนุ่มให้ไปพบที่หน้าพระประธานองค์ใหญ่ในโบสถ์

    เหตุการณ์สะเทือนใจกัลยาเกิดขึ้นให้เห็นเมื่อพระอาจารย์ตากล่าวให้ภิกษุหนุ่มกล่าวลาสิขาบท
    ต่อหน้าองค์พระ ภิกษุหนุ่มชี้แจงถึงสภาพจิตใจที่ไม่ได้ยึดต่อสตรีนางใดอย่างจริงจัง

    "หลานไม่ได้รักชอบนาง ไม่คิดลาสึกออกไปครองเรือนตลอดชีวิตนี้"

    "แล้วไยเจ้าไม่ปฏิเสธนางไปให้สิ้นความหวัง ทำเฉยอยู่อย่างนี้เท่ากับตอบรับเขากลายๆ
    ให้คนอื่นเก็บเอาไปคิด" เสียงพระอาจารย์ตาตำหนิตักเตือนขึงขังเยือกเย็น

    "ก็เลี่ยงแล้ว แต่นางตื้อไม่เลิก ไม่รู้จะทำอย่างไร จะบอกก็ไม่กล้า" ภิกษุหนุ่มเอ่ยเสียงอ่อย

    "ไม่กล้า รึเจ้ากลัวไม่ได้เห็นหน้านาง"

    เสียงเข้มจากพระอาจารย์ดังขึ้นสยบจิตภิกษุหนุ่ม เขาทบทวนใจตนเองแล้วจึงตอบรับตามจริง
    น้ำเสียงสงบราบเรียบเบาหวิว

    "ก็ไหวหวั่นกลัวนางหายหน้า แต่ก็แค่นั้น ไม่คิดจริงจัง"

    "เจ้ามีใจ..แค่นั้นก็ผิดแล้ว"

    พระอาจารย์ตัดสรุปสั้นห้วน ผ่อนลมหายใจยาวก่อนกล่าวบางสิ่งต่อไป

    "ขอลาต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตามข้าเสีย คงรู้ว่าเจ้าผิดวินัยสงฆ์"

    ภิกษุหนุ่มมองหน้าพระอาจารย์ตานิ่งเป็นครู่ แววตาของเขาเอ่อนองด้วยน้ำที่พร้อมหยาดไหล
    เขาค่อยๆก้มกราบลงที่พื้นอย่างช้าๆ ภิกษุชราจึงเอื้อนบทลาสิกขาด้วยเสียงที่สั่นเทา
    ภิกษุหนุ่มกล่าวตามเสียงเบา ดวงตาแน่วนิ่งมองตรงยังองค์พระประธาน

    เขาตั้งจิตอธิษฐานขอแสดงความสัตย์เพื่อพิสูจน์ในเจตนาลึก และขอยอมรับผิดด้วยการกระทำ
    จะครองตนดั่งเพศบรรพชิต ไม่มีใจปล่อยให้ใครคนใดมาพาให้หวั่นไหวได้อีก
    บทเรียนครั้งนี้เขาขอจดจำไว้ตลอดชีวิตนี้

    สิ้นบทลาสิขาภิกษุหนุ่มผลัดถอดจีวรสงฆ์ออกทีละชิ้น เปลี่ยนนุ่งขาวแล้วโผเข้ากอดเอว
    ซบหน้าลงกับตักพระอาจารย์ตาของตนเอง เขาร้องไห้เหมือนเด็กเล็กๆอย่างไม่อาย
    ไม่ต่างกันเลยที่พระอาจารย์ตาเองก็ร้องไห้กอดหลานตัวสั่นเทา กล่าวเสียงสะอื้นกับหลาน

    "ไม่อยากทำอย่างนี้จริงๆ ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น แต่มันจำเป็น ขอให้เอ็งเข้าใจ
    ถ้าไม่ทำอย่างนี้ เสียงครหาก็ไม่สิ้น"

    ทิดหนุ่มพยักหน้างึกๆรับรู้เจตนาผู้เป็นตา

    เมื่อสิ้นสุดความเป็นสงฆ์ ทิดหนุ่มกลับเข้ากุฏิขนย้ายของใช้เครื่องนอนออกจากห้อง
    ย้ายไปขอซุกหัวนอนนอนในห้องเล้กๆแคบๆใต้หอระฆัง เขากลับเข้าหาพระอาจารย์ตาอีกครั้งขอให้รับตนเองเป็นลูกศิษย์วัดคนหนึ่ง ช่วยงานทุกอย่างในวัด ยอมรับสภาพการถูกหยามหมิ่น
    จากภิกษุลูกวัดที่เคยให้ความริษยาตน ยอมถูกกลั่นแกล้งสารพัดวิธีเพื่อแลกกับการได้อยู่ใกล้
    ร่มกาสาวพัสตร์

    กัลยามองดูชีวิตเด็กวักของทิดหนุ่มอย่างชื่นชมในจิตตั้งมั่นของเขา ทิดหนุ่มมีนิสัยดีเยี่ยมใน
    สายตาของนาง เขายอมรับผิดอย่างไม่อาย ยอมเผชิญปัญหาหลากหลายจากการถุกจับลาสิขา
    เขาดำรงตนอยู่เช่นนั้นจนสิ้นลมหายใจ ถือศีลข้อเดียวกับภิกษุ โกนศรีษะ แต่งกายชุดขาว

    "ทิด ทิด ไอ้ทิด...เอ็งโกรธข้ามากไหม เรื่องคราวนั้น"

    เสียงแหบจากภิกษุชราเอ่ยขึ้นเรียกปลุกกัลยาให้คืนกลับสู่สภาพเดิม นางเห็นว่าตนเอง
    นั่งพับเพียบอยู่ตรงข้ามพระภิกษุชราผู้มอบชานหมากให้ นางจ้องมองหน้าภิกษุชรานิ่งเหมือน
    ทบทวนลังเลตัดสินใจบางสิ่ง

    "ข้าจะเรียกเอ็งว่า ไอ้ทิด" ภิกษุชรากล่าวนำ้เสียงขึงขังจริงจัง แล้วจึงผ่อนเสียงอ่อนลง
    ในประโยคท้าย "เอ็งยังโกรธข้าอยู่ไหม?"

    กัลยายิ้มกว้างอย่างไม่เห็นไรฟัน นางค้อมตัวก้มกราบเบื้องหน้าภิกษุชรา แล้วจึงเงยหน้า
    ยันกายลุกนั่งตามเดิม ตอบคำถามภิกษุชราเสียงใสชัดถ้อยชัดคำ

    "ไม่เคยโกรธเลยแม้สักนิดค่ะ พระอาจารย์ ไม่เคยนึกโกรธเลยสักนิดเดียว"

    คำตอบของนางสร้างรอยยิ้มแห่งความสุขให้สองดวงจิตที่ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง




     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 21 มิถุนายน 2017
Loading...
กระทู้ที่คล้ายกัน - นิทานพลังจิตมิติที่๕ เดชกัลยา กลิ่นราตรี
  1. SiTa
    ตอบ:
    3
    เปิดดู:
    2,199
  2. SiTa
    ตอบ:
    0
    เปิดดู:
    983
  3. SiTa
    ตอบ:
    2
    เปิดดู:
    3,975
  4. พุทธศาสนิกชนไทย
    ตอบ:
    0
    เปิดดู:
    1,224
  5. cat13
    ตอบ:
    12
    เปิดดู:
    1,580

แชร์หน้านี้

Loading...