ความเชื่อเรื่อง พระสมเด็จสองคลอง พระสมเด็จฝากกรุ

ในห้อง 'วิธีดูพระเครื่อง-เครื่องรางของขลัง' ตั้งกระทู้โดย thachapol, 31 สิงหาคม 2014.

  1. thachapol

    thachapol เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 มีนาคม 2013
    โพสต์:
    2,138
    ค่าพลัง:
    +1,898
    สวัสดีครับทุกๆท่าน...ผมเห็นหลายๆท่านพูดถึงพระสมเด็จสองคลอง พระสมเด็จฝากกรุ ในกระทู้ถามตอบพระสมเด็จฯ ผมก็สงสัยครับว่าข้อมูลข้อเท็จจริงของพระสองคลองฝากกรุนี้ มันมีความเป็นมาอย่างไรกันแน่ ข้อมูลเท่าที่รับรู้และเชื่อกันอยู่ทุกวันนี้เชื่อว่า...ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ สร้างพระสมเด็จวัดระฆังฯ ขึ้นก่อนในราวๆปี พ.ศ ๒๔๐๙ ต่อมาในปี พ.ศ ๒๔๑๑ ท่านเสมียนตราด้วงได้มาสร้างวัดบางขุนพรหม และได้สร้างพระพิมพ์เนื้อผงขึ้นเพื่อบรรจุไว้ในองค์เจดีย์ จึงได้ไปกราบอาราธนาขออนุญาตท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ และขอผงพุทธคุณ ขอแบบแม่พิมพ์พระมาสร้างที่วัดบางขุนพรหมด้วย(คงจะไม่กล้าขอพระที่สร้างเสร็จแล้วเพราะกลัวถูกด่าว่า เป็นลูกอีช่างขอจริงๆ.แล้วท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านยังได้นำเอาพระพิมพ์เนื้อผงวัดระฆังฯจำนวนหนึ่งถุงย่ามมาบรรจุรวมไว้ในเจดีย์วัดบางขุนพรหมด้วย(ในหนังสือเซียนใหญ่บอกไว้อย่างนี้ครับ) ตอนเปิดกรุปี พ.ศ ๒๕๐๐เราจึงได้พบพระพิมพ์แบบของวัดระฆังฯปะปนอยู่กับพระพิมพ์วัดบางขุนพรหม...จึงเชื่อกันว่าพระวัดระฆังฯ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯนำเอามาฝากบรรจุไว้อย่างแน่นอน...นี่ยังไม่นับรวบเอาพระพิมพ์แบบ ๗ ชั้น ของวัดไชโยฯที่ยืนยันว่าพบปะปนอยู่ด้วย องค์ที่พบตอนนี้อยู่ในรังใหญ่เซียนใหญ่...แต่จะขอเรียกเฉพาะพระแบบวัดระฆังฯว่า พระสมเด็จสองคลอง ฝากกรุ เท่านั้น ส่วนพระแบบ ๗ ชั้น วัดไชโยฯยังคิดกันไม่ออกว่าจะตั้งชื่อว่าอะไรดี..ถ้าจะตั้งผมขอแนะนำให้เรียกเชื่อว่า พระสมเด็จพันคลอง น่ะครับ.๕๕๕๕๕๕๕............ถ้าเชื่อว่าเสมียนตราด้วงเป็นผู้สร้างพระพิมพ์เนื้อผงบรรจุไว้ในเจดีย์องค์ใหญ่วัดบางขุนพรหม(วัดใหม่อมตรส) ลองอ่านข้อมูลในบันทึกของท่าน มหาอำมาตย์ตรี พระยาทิพโกษา(สอน โลหนันทน์)ต่อไปนี้ดูน่ะครับ....ครั้นถึงเดือน ๖ ปีมะเส็ง นพศก จุลศักราช ๑๑๕๙ เป็นปีที่ ๑๖ ในรัชกาลที่ ๑(แต่ความจริงต้องเป็นปีที่ ๒๗ ในรัชกาลที่๑) สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากลมหลวงอิศรสุนทร ทรงพระคำนวนปีเกิดของสามเณรโต เป็นกำหนดครบ ๒๑ ปีบริบูรณ์ ควรอุปสมบทได้แล้ว (ก็ต้องเป็นปี พ.ศ ๒๓๕๒) มีรับสั่งให้พระโหราธิบดี กับเสมียนตราด้วงมาเฝ้า แล้วทรงรับสั่งโปรดว่า พระโหราฯต้องไปบวชสามเณรโตแทนฟ้า ต้องบวชที่วัดตะไกร เมืองพิษณุโลก(อ้าวไม่ใช่บวชที่วัดพระแก้ว สมเด็จพระสังฆราช สุก ไก่เถื่อน บวชให้ตามที่เซียนใหญ่บอกหรอกหรือนี่ เฮ้ยเซ็งเบย..:'() แล้วทรงมอบกิจการทั้งปวงแก่พระโหราธิบดี พร้อมทั้งเงินที่จะใช้สอย ๔๐๐ บาท ทั้งเครื่องบริขารพร้อม และรับสั่งให้ทำขวัญนาค เวียนเทียนแต่งตัวนาคอย่าง แบบนาคหลวง แล้วรับสั่งให้เสมียนตราด้วงแต่งท้องตราบัวแก้วขึ้นไปวางให้เจ้าเมืองพิษณุโลก ให้เจ้าเมืองเป็นธุระช่วยบวชนาคสามเณรโต ให้เรียบร้อยดีงาม..ไปหาอ่านลายระเอียดต่างๆต่อจากนี้ในบันทึกเอาครับ.......ตามบันทึกนี้ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ในปี พ.ศ ๒๓๕๒ ท่านเป็นสามเณรโตอายุ ๒๑ปีบริบูรณ์ครบบวช...ท่านเสมียนตราด้วงผู้มีหน้าที่เป็นคนแต่งท้องตราบัวแก้ว คือเป็นคนร่างหนังสือรับสั่งหมายกำหนดการต่างๆ ตามรับสั่งของ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากลมหลวงอิศรสุนทร...ท่านจะต้องมีอายุมากกว่าสามเณรโตไม่ต่ำกว่า ๓๐ ปีขึ้นไป นั่นหมายความว่าท่านเสมียนตราด้วงจะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า ๕๐ปี..ลองนับจากปี พ.ศ ๒๓๕๒ ถึงปี พ.ศ ๒๔๑๑ จะห่างกัน ๕๙ ปี เท่ากับอายุพรรษาของท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ถ้าท่านเสมียนตราด้วงยังมีชีวิตอยู่จริงๆในปี พ.ศ ๒๔๑๑ ท่านต้องมีอายุ ไม่ต่ำกว่า ๑๐๙ ปี ท่านคงจะเป็นบุลคลที่มีอายุยืนยาวมากๆในสมัยนั้นมั้งครับ๕๕๕๕๕....ลองนึกดูน่ะครับท่านเสมียนตราด้วงได้เห็นท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯตั้งแต่ยังเป็นสามเณรโต ล่องเรือลงมาจากหัวเมืองเหนือ มาอยู่ที่วัดบางลำพูบน เรียนหนังสือกับท่านพระอาจารย์แก้ว เรียนพระปริยัติธรรมกับพระโหราธิบดี พระวิเชียร กรมราชบัณฑิต เห็นพระโหราธิบดี พระวิเชียร นำสามเณรโตเข้าถวายตัวต่อ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากลมอิศรสุนทร ณ.พระตำหนักพระราชวังเดิม..และเป็นผู้มีส่วนร่วมในพิธีบวชสามเณรโต และท่านเสมียนตราด้วงรับเป็นโยมอุปถัมภ์อุปฐากท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ตั้งแต่ยังเป็นสามเณรโต จนต่อมาอีก ๕๙ ปีได้เห็นท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯเจริญเติบโตได้มีสมณศักดิ์ที่ สมเด็จพุฒาจารย์ เป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่รูปสำคัญรูปหนึ่งในแผ่นดินสยาม และยังได้ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯมาช่วยสร้างพระพิมพ์เนื้อผงที่วัดบางขุนพรหม(วัดใหม่อมตรส)อีกโอ้ยๆ ช่างน่าอิฉาท่านเสมียนตราด้วงคนนี้จริงๆเลยน่ะครับ๕๕๕๕๕๕๕๕........แต่มันไม่เป็นความจริงอย่างที่ในหนังสือตำราของเซียนใหญ่เขียนไว้อ่ะครับ....ความจริงก็คือพระพิมพ์เนื้อผงวัดบางขุนพรหม(วัดใหม่อมตรส) ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ท่านได้สร้างขึ้นในปี พ.ศ ๒๔๑๓/๑๔ หลังจากท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯได้ร่วมกับชาวลาว(ลาวแท้ๆ ลาวคักๆ ลาวอิหลี เอาะหล่อ) และชาวสยามในตำบลบางขุนพรหมและใกล้เคียง สร้างวัดบางขุนพรหม(วัดใหม่อมตรส)ขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๔ ที่สวรรคตลงตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ ๒๔๑๑ หลังจากที่เสด็จกลับจากทอดพระเนตรการเกิด สุริยุปราคา ที่ทรงคำนวณไว้ล่วงหน้าถึงสองปี ที่ตำบลหว้ากอ เมืองประจวบขีรีขันธ์ แบบแม่พิมพ์ที่สร้างมี ๙ แบบพิมพ์หลักๆ มี๑.พิมพ์ใหญ่ ๒.พิมพ์เจดีย์ ๓.พิมพ์เกศบัวตูม ๔.พิมพ์ฐานแซม ๕.พิมพ์เส้นด้าย ๖.พิมพ์ฐานคู่ ๗.พิมพ์สังฆาฏิ ๘.พิมพ์อกครุฑ และ๙.พิมพ์ปกโพธิ์......พอท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯท่านสร้างพระพิมพ์เนื้อผงและนำเข้าเก็บบรรจุไว้ในองค์เจดีย์ใหญ่วัดบางขุนพรหม(วัดใหม่อมตรส) และฉลองศัทธาขึ้นวัดใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ จึงได้ยกคณะทีมลูกศิษย์ผู้สร้างทั้งหมดไปสร้างพระพิมพ์เนื้อผงขึ้นที่ วัดระฆังโฆสิตารามในเวลาต่อมา ซึ่งต้องเป็นปีเดียวกันกับที่สร้างพระพิมพ์วัดบางขุนพรหม(วัดใหม่อมตรส)นั่นและครับ การสร้างพระพิมพ์ที่วัดระฆังฯ จะแตกต่างจากการสร้างที่วัดบางขุนพรหม(วัดใหม่อมตรส) คือที่วัดระฆังฯจะสร้างเน้นพิมพ์ทรง ไม่เน้นจำนวนองค์พระ จะเน้นสร้างเฉพาะพระแบบพิมพ์ใหญ่ที่มีอยู่ ๓ แม่แบบพิมพ์หลักๆเท่านั่น แม่แบบพระพิมพ์ใหญ่ที่เอามาสร้างก็คือแม่แบบพิมพ์ใหญ่ของวัดบางขุนพรหม(วัดใหม่อมตรส) นั่นและครับ......สรุปที่เขียนมายืดยาวสาวใหมไม่จบไม่สิ้นนี่ก็เพื่อจะบอกว่า....พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม(วัดใหม่อมตรส) พิมพ์ใหญ่ทุกๆองค์ กับพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ใหญ่ทุกๆองค์ ก็คือพระบล็อกแม่พิมพ์อันเดียวกัน แบบเดียวกัน คนแกะบล็อกแม่พิมพ์ก็คนๆเดียวกัน มวลสารหลัก มวลสารรอง มวลสารผสมแบบเดียวกันทุกๆประการ มีการชั่งวัด ตัดตวงถ่วงหนักถ่วงเบาได้สูตรมาตราฐานเดียวกันเป๊ะๆทุกๆองค์ ไม่มีวัดใหนมวลสารแก่กว่า หรืออ่อนกว่าอีกวัดหรอกครับ...เพราะผู้สร้างเจ้าของสูตรเป็นคนๆเดียวกัน คือท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม .....แล้วยังจะมาหลับหูหลับตาแบ่งแยกพูดโป้ปดมดเท็จโกหกยกเมฆแต่งนิยายน้ำเน่าหลอกลวงกันอย่างหน้าตาเฉยอีกหรือครับ.... ก่อนจบผมก็สงสัยครับว่าแล้วพระสมเด็จสองคลอง ฝากกรุนี่ มีแต่พระแบบพิมพ์ใหญ่แบบเดียวเท่านั้นหรือครับ พิมพ์อื่นๆท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ไม่มีติดย่ามเอามาฝากกรุบ้างหรือครับ..มีใครอยากรู้เหมือนผมบ้างครับ....ผิดตกบกพร่องต้องกราบขออภัยทุกๆท่านไว้ ณ.ที่นี้ด้วยครับ.(deejai)(deejai)(deejai)(deejai)
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 20 เมษายน 2015
  2. paper_white

    paper_white เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 กันยายน 2011
    โพสต์:
    2,025
    ค่าพลัง:
    +4,798
    อ่านแล้วงงไม่ขอวิจารณ์ เพราะเกิดไม่ทัน แต่ที่ทัน คือชื่อวัดน่าจะผิดนะครับ วัดอินทรวิหาร คงจะไม่ใช่แน่เลย ต้องวัดใหม่อมตรสนะครับ ถ้าอย่างนั้นตำราคงต้องเขียนใหม่กันหมดนะครับ
     
  3. นํ้าข้าว

    นํ้าข้าว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 ตุลาคม 2012
    โพสต์:
    2,436
    ค่าพลัง:
    +10,339
    ขอแค่เรียนรู้ว่า เป็นแบบไหน และเอาต้นแบบมาจากไหน เท่านั้น ส่วนอื่นผมขอดำมืดสำหรับผมเพราะไม่มีอะไรพิสูจน์ได้แม้กระทั้งการทำว่าเอาอะไรมาแบบไหนจำนวนเท่าไหร่ที่ส่องเห็นก็เห็นมีแต่คาดเดากันไปทั้งนั้น.....นี้คือความจริง....ตามหลักเหตุและผล ด้วยความเครารพครับท่านจั่วน้อย
     
  4. thachapol

    thachapol เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 มีนาคม 2013
    โพสต์:
    2,138
    ค่าพลัง:
    +1,898
    ความจริงผมก็งงครับ แรกเริ่มเดิมทีเรียกว่า วัดวรามะตาราม ต่อมาหลังจากปราบเวียงจันทร์ ได้ครั้งแรกในสมัยแผ่นดินของสมเด็จพระเจ้าตากสิน มหาราช ได้กวาดต้อนเอาชาวเวียงจันทร์มาพักที่ ตำบลบางขุนพรหม มีเจ้าอินทวงศ์ โอรสพระเจ้าศิริบุญสาร กษัตริย์เวียงจันทร์ ในฐานะองค์ประกัน มาบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นเพื่อให้ชาวลาวมีวัดไว้ประกอบพิธีทางศาสนา จึงเรียกวัดนี้ใหม่ว่า วัดอินทร์ หรือวัดเจ้าอินทร์ ตามชื่อของผู้บูรณปฏิสังขรณ์ และต่อมาเรียกเป็นวัดอินทราราม ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราช วัดบวร เห็นไปซ้ำกับวัด อินทาราม(วัดใต้)ตลาดพลู จึงเปลี่ยนให้เรียกเป็น วัดอินทรวิหารบางขุนพรหม มาถึงปัจจุบันนี้...ส่วนวัดบางขุนพรหม ที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯสร้างได้เปลี่ยนชื่อเป็น วัดใหม่อมตรส ประมาณปี พ.ศ ๒๔๖๐ เป็นต้นมา...ในหนังสือเซียนใหญ่เขียนไว้ ลองไปอ่านดูท่านจะยิ่งงงครับ ประวัติวัดอินทร์ กับประวัติวัดใหม่อมตรสไม่เกี่ยวข้องกันเลย ทั้งผู้สร้างผู้บูรณะ เขาแยกวัดอินทร์ไว้ว่า เจ้าอินทวงศ์ กลมพระราชวังบวรมงคลสถาน ในรัชกาลที่๑ เป็นผู้มาบูรณปฏิสังขรณ์.๕๕๕๕๕ ส่วนวัดบางขุนพรหม หรือวัดใหม่อมตรส ท่านเสมียนตราด้วง ต้นตะกูลธนโกเศศ คหบดีผู้มั่งคั่งแห่งตำบลบางขุนพรหม เป็นผู้บูรณปฏิสังขรณ์แล้วได้สร้างพระพิมพ์บรรจุไว้ในองค์เจดีย์๕๕๕๕๕ ถ้าเอาตามนี้ก็แปลว่า วัดใหม่อมตรส เป็นวัดประจำตระกูล ธนโกเศศ ครับ แต่มันไม่มีหลักฐานอะไรบ่งบอกสักนิดเดียวครับว่า ท่านเสมียนตราด้วงเป็นผู้สร้างผู้บูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นมา...ผิดพลาดต้องขออภัยครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 20 เมษายน 2015
  5. thachapol

    thachapol เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 มีนาคม 2013
    โพสต์:
    2,138
    ค่าพลัง:
    +1,898
    ในหนังสือเขียนบอกไว้ว่า ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ บวชที่วัดพระแก้ว สมเด็จพระสังฆราช สุก ไก่เถื่อน เป็นผู้บวชให้ แต่ไม่ระบุปีที่บวชให้ ไม่มีลายระเอียดของพิธีการบวช ใครเป็นพระกรรมวาจาจารย์ ไม่มี ใครเป็นพระอนุสาวจาจารย์ ไม่มี......ลองอ่านประวัติสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สุก ไก่เถื่อน ได้รับโปรดเกล้าตั้งขึ้นเป็น สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์...เมื่อ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่๒ โปรดให้แห่สมเด็จพระญาณสังวร(สุก) มาสถิต ณ วัดมหาธาตุ เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน ๑๒ ขึ้น ๔ ค่ำ ครั้นถึง ณ.วันพฤหัสบดี เดือน ๑ ขึ้น ๒ ค่ำ ปีมะโรง โทศก จุลศักราช ๑๑๘๒ พ.ศ ๒๓๖๓ จึงทรงตั้งสมเด็จพระญาณสังวร (สุก)ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช.....ข้อมูลจากในหนังสือ พระประวัติและพระนิพนธ์ สมเด็จพระอริยวงษญาณฯ พระสังฆราช(สุก ญาณสังวร)....แล้วลองมาดูลายระเอียดบรรยากาศวันที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี เข้าอุปสมบท ที่วัดตะไกร เมืองพิษณุโลก ในบันทึกบอกไว้ว่า วันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๖ เป็นวันทำขวัญนาค วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ เป็นวันบวช ตรงกับปีมะเส็ง นพศก จุลศักราช ๑๑๕๙ พ.ศ ๒๓๕๒...มีสมเด็จพระวันรัต วัดระฆังฯ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์แก้ว วัดบางลำภูบน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการวัดตะไกร เป็นพระอนุสาวนาจารย์.....แปลว่าท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯบวชมาได้ ๑๑ ปี พรรษาที่ ๑๑ แล้ว อยู่วัดมหาธาตุเป็นปีที่ ๑๔...และเป็นข้อเท็จจริงที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯได้ปรนนิบัติรับใช้ใกล้ชิด สมเด็จพระสังฆราช ที่ได้รับโปรดเกล้าให้แห่มาสถิต ณ.วัดมหาธาตุ ตั้งแต่ สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ศุข) องค์ที่ ๒ พ.ศ ๒๓๓๗ ถึง พ.ศ ๒๓๕๙.....สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเ็จพระสังฆราช (มี) องค์ที่ ๓ พ.ศ ๒๓๕๙ ถึง พ.ศ ๒๓๖๒....สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช(สุก ญาณสังวร)องค์ที่ ๔ พ.ศ ๒๓๖๓ ถึง พ.ศ ๒๓๖๕....สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ด่อน) องค์ที่ ๕ พ.ศ ๒๓๖๕ ถึง พ.ศ ๒๓๘๕.....และสมเด็จพระสังฆราชองค์ต่อๆมาไม่ได้แห่มาสถิตที่วัด มหาธาตุอีกเลย ประเพณีการแห่สมเด็จพระสังฆราช จึงยกเลิกไปแต่บัดนั้นเป็นต้นมา....สรุปแล้วท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้อยู่รับใช้ใกล้ชิดสมเด็จพระสังฆราช ประมุขผู้มีอำนาจสูงสุดทางฝ่าย ศาสนจักร ถึง ๔ องค์....ไม่ได้มีแต่ สมเด็จพระสังฆราช สุก ไก่เถื่อน อย่างที่เขียนบอกไว้ในหนังสือให้เชื่อกันครับ....
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 31 สิงหาคม 2014
  6. thachapol

    thachapol เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 มีนาคม 2013
    โพสต์:
    2,138
    ค่าพลัง:
    +1,898
    มีความเชื่อกันว่าการสร้างพระพิมพ์เนื้อผงที่วัดระฆังฯนั้น ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯสร้างไปแจกไป แจกตอนออกไปบิณฑบาต หมดแล้วก็มาสร้างใหม่ โยมคนใหนใส่บาตรก่อนเป็นคนแรกก็โชคดีไป หยิบเอาพระพิมพ์จากก้นบาตรไป แล้วใส่ข้าวลงในบาตรแทน..ผมอ่านแล้วก็ขนลุกครับ...นี่หมายความว่าท่านสร้างพระพิมพ์ชิ้นฝักมาตากให้แห้งแล้วเอาไป........ข้าวชาวบ้านอย่างนั้นหรือครับ ผมกราบขอร้องมายังผู้ที่มีความเคารพศัทธา นับถือในตัวท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี ทุกๆท่านครับว่า ได้โปรดอย่าได้เชื่ออย่างนั้นอีกต่อไปเลย มันไม่เป็นความจริงแม้แต่นิดเดียวครับ...ไม่มีการสร้างไปแจกไปอย่างเด็ดขาดครับ...ขอฟ้าขอดินจงเป็นพยาน ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในสิบหกชั้นฟ้า สิบห้าชั้นดิน ลงมา ขึ้นมาเป็นพยาน
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 23 กันยายน 2014
  7. thachapol

    thachapol เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 มีนาคม 2013
    โพสต์:
    2,138
    ค่าพลัง:
    +1,898
    ความเชื่อเรื่องมวลสารผสมในพระสมเด็จวัดระฆังฯ เรื่องนี้ไม่เขียนถึงคงไม่ได้ ถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติเซียนใหญ่ที่เป็นคนพูดไว้อย่างมั่นอกมั่นใจเหลือเกิน๕๕๕๕๕๕๕...เขาบอกไว้ว่าเวลาท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯฉันอาหาร คำใหนที่ท่านรู้สึกว่ามันอร่อย ท่านจะรีบคายอาหารคำนั้นออกมาทันทีเพื่อเป็นการ ตัดกิเลส ของท่าน.๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕..แหมผมก็เพิ่งรู้น่ะครับว่า แค่คายอาหารคำที่รู้สึกว่าอร่อยออกจากปากก็เป็นการ ตัดกิเลส ได้แล้ว๕๕๕๕๕๕....แล้วยังอธิบายต่อว่าคำข้าวที่ท่านคายออกมานั้นท่านไม่ทิ้ง ท่านนำไปตากให้แห้ง แล้วเก็บรวบรวมไว้ พอท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ สร้างพระท่านก็เอาคำข้าวที่ท่านเก็บไว้มาตำมาบดผสมเข้าเป็นมวลสารในองค์พระสมเด็จที่ท่านสร้าง จึงมีปรากฎเม็ดข้าวสุกข้าวสวย เศษอาหารในเนื้อพระสมเด็จวัดระฆังฯบางองค์...ขออนุญาตหัวเราะอีกครั้งน่ะครับ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕....ผมอยากจะรู้อยากจะเห็นใจจะขาดครับว่า มวลสารเม็ดข้าวสุกข้าวสวยเศษอาหารที่ว่านี้ มีผสมอยู่ในพระสมเด็จวัดระฆังฯองค์ใหน ใครเป็นเจ้าของ..ขอดูขอชมให้เห็นเป็นบูญตาหน่อยได้หรือไม่ ผมอยากเห็นจริงๆครับ..
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 31 สิงหาคม 2014
  8. bandidsqn401

    bandidsqn401 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    768
    ค่าพลัง:
    +567
    ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้นะครับ

    [​IMG]

    [​IMG]
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 31 สิงหาคม 2014
  9. bandidsqn401

    bandidsqn401 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    768
    ค่าพลัง:
    +567
  10. bandidsqn401

    bandidsqn401 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    768
    ค่าพลัง:
    +567
  11. bandidsqn401

    bandidsqn401 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    768
    ค่าพลัง:
    +567
  12. bandidsqn401

    bandidsqn401 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    768
    ค่าพลัง:
    +567
  13. bandidsqn401

    bandidsqn401 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    768
    ค่าพลัง:
    +567
  14. bandidsqn401

    bandidsqn401 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    768
    ค่าพลัง:
    +567
  15. bandidsqn401

    bandidsqn401 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    768
    ค่าพลัง:
    +567
  16. thachapol

    thachapol เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 มีนาคม 2013
    โพสต์:
    2,138
    ค่าพลัง:
    +1,898
    ขอบคุณท่านbadidsqn401ครับ
     
  17. thachapol

    thachapol เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 มีนาคม 2013
    โพสต์:
    2,138
    ค่าพลัง:
    +1,898
    พระพิมพ์ชุดนี้มีบางพิมพ์ทรง ได้รับจัดให้เป็นพระพิมพ์ แบบมาตรฐานสากล นิยม เล่นหาซื้อขายองค์หลายๆล้านบาท แต่บางองค์บางพิมพ์ทรงเขาจัดให้เป็นพระพิมพ์ไม่นิยม แบบมาตรฐานสากล ไม่นิยมเล่นหาซื้อขายกัน จะมีเล่นเฉพาะกลุ่ม...เมื่อสักสองสามปีที่ผ่านมามีกลุ่มนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ร่วมกันทำหนังสือพระสมเด็จฯออกมาหัวหนึ่ง แบบรายปักษ์ ชื่อนีๆอะไรนี่และ เขาจะเน้นเฉพาะพระพิมพ์เกศบัวตูม ฐานแซม ปกโพธิ์ ของวัดระฆังฯเท่านั้น เพราะเขาไม่เชื่อว่าพระสมเด็จฯที่เล่นหาแบบมาตรฐานสากลในปัจจุบันนี้ จะมีแบบพิมพ์อยู่แค่ไม่กี่พิมพ์ทรง เขาเชื่อว่ายังมีพระสมเด็จฯเป็นสิบๆแบบพิมพ์ทรงให้เล่นหากัน....
     
  18. bandidsqn401

    bandidsqn401 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    768
    ค่าพลัง:
    +567
    เป็นเรื่องธรรมดา พระแท้ พิมพ์ถูกต้อง เนื้อต้องสวยมาก่อน ซื้อง่ายขายคล่องหมดปัญหาตามมาทีหลัง เดี๋ยวไปงานประกวดอื่นสวดจะยุ่ง ส่วนพระที่ไม่สวย แต่แท้เหมือนกันขึ้นอยู่กับว่าเขาจะเก็บกันหรือเปล่าครับ ถ้าไม่เก็บก้อเป็นโชคดีให้ชาวบ้านธรรมดาที่มีความศรัทธาได้บูชาพระแท้ ๆ ที่เขาไม่เล่นหาเป็นพิมพ์นิยมกัน แต่เท่าที่สังเกตุ ปัจจุบันเซียนพระจะเลือกเก็บแต่พระสวยสมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำพวกเหรียญนี่ละนิยมเก็บกันมาก เฉพาะสายซะด้วย มีพระแท้เดี๋ยวนี้ใช่ว่าจะปล่อยง่ายๆ เซียนบางคนถ้าไม่ใช่สายที่ตัวเองเก็บ แทบจะไม่มอง แต่ถ้าเป็นที่นิยมจะหันขวับทันที เช่น เหรียญหลวงปู่ทิม หลวงพ่อคูณ เป็นต้น สาเหตุหนึ่งเพราะดูง่าย ถ้าเคยเห็นมาก่อน มองตาเปล่าก้อมองออก ไม่ต้องลงกล้อง (แต่ก่อนซื้อเก็บต้องส่องนาน ๆ เอาให้ชัวร์ๆ) ส่วนพระกรุ พระดิน ชิน ผง เหลือให้เช่าหากันเพียงคนไม่กี่กลุ่มเท่านั้น ราคาก้อไม่แรงเหมือนแต่ก่อน เผลอ ๆ แถมยังลดลงเรื่อย ๆ เพราะไม่มีเล่นหากันมากนัก คาดการณ์ว่าต่อไปคงเก็บกันแต่เหรียญ และรูปปั๊ม รูปหล่อ แต่อย่างว่าล่ะครับใครชอบแบบไหนมันแล้วแต่ความพึงพอใจของแต่ละคนว่ากันไม่ได้ พระหลักแสนกลางสมัยก่อน เดี๋ยวนี้เหลือ หมื่นปลาย ใครเก็บไว้ขาดทุนมากหน่อย แต่ถือเป็นความภาคภูมิใจของผู้สะสมเพราะบางองค์อายุหลาย ๆ ร้อยปี หาพระแท้ ๆ ไม่ได้ง่าย ๆ ก้อทำนองนั้นล่ะครับ ไม่แน่นะครับหากเศรษฐกิจดีขึ้นเมื่อไร ค่าความนิยมอาจเปลี่ยนไปอีกแบบ (แต่ตอนนี้เอาแบบซื้อง่ายขายคล่องไปก่อน เพราะคนต้องกินต้องใช้)
     
  19. thachapol

    thachapol เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 มีนาคม 2013
    โพสต์:
    2,138
    ค่าพลัง:
    +1,898
    ที่เชื่อว่ามีพระสมเด็จสองคลอง ฝากกรุ มีความเชื่อหลักๆอยู่ ๑.เชื่อว่าพระสมเด็จวัดระฆังฯสร้างก่อน แบบสร้างไปแจกไป ประมาณปี พ.ศ ๒๔๐๙ ๒.เชื่อว่าเสมียนตราด้วงยังมีชีวิตอยู่ เป็นผู้สร้างบูรณะวัดบางขุนพรหม และสร้างพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม ปี ๒๔๑๑/๑๓ ๓.เชื่อว่าเนื้อมวลสารพระสมเด็จวัดระฆังฯกับเนื้อมวลสารพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม มีความแตกต่างกัน.......ในสามความเชื่อนี้ เพียงแค่พิสูจน์ว่า เสมียนตราด้วงไม่ได้มีชีวิตอยู่ในปี พ.ศ ๒๔๑๑/๑๓ เท่านี้ทุกๆอย่างที่มันเป็นความลึกลับดำมืด ก็จะกระจ่างแจ้งแดงแจ๋ออกมาทันที.
     
  20. watgeang_e

    watgeang_e เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มิถุนายน 2009
    โพสต์:
    457
    ค่าพลัง:
    +434
    ยืนยันเรื่องชาวลาวครับ..และท่านเจ้าคุณอรัญญิก(แก้ว)ท่านก้อเป็นชาวลาวเช่นกัน..พระศรีอริยเมตไตยก้อถูกสร้างโดยคนงานชาวลาวควบคุมโดยหลวงปู่โต..ความผูกพันธ์ระหว่างชาวลาวกลุ่มนั้นเรียกได้ว่าตั้งแต่ก่อนบวชเณร จนถึงวันที่22มิถุนายน พ.ศ.2415 เลยก้อว่าได้..(พระสองคลอง)
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • DSCF6288.jpg
      DSCF6288.jpg
      ขนาดไฟล์:
      1.6 MB
      เปิดดู:
      1,321
    • DSCF6289.jpg
      DSCF6289.jpg
      ขนาดไฟล์:
      1.5 MB
      เปิดดู:
      739
    • IMG_0150.JPG
      IMG_0150.JPG
      ขนาดไฟล์:
      775 KB
      เปิดดู:
      489
    • DSCF6296.jpg
      DSCF6296.jpg
      ขนาดไฟล์:
      675.3 KB
      เปิดดู:
      311
    • DSCF6298.jpg
      DSCF6298.jpg
      ขนาดไฟล์:
      594.1 KB
      เปิดดู:
      353
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 8 กันยายน 2014
Loading...
กระทู้ที่คล้ายกัน - ความเชื่อเรื่อง พระสมเด็จสองคลอง พระสมเด็จฝากกรุ
  1. มืดบอด
    ตอบ:
    9
    เปิดดู:
    4,628
  2. 2499
    ตอบ:
    16
    เปิดดู:
    11,876
  3. ลักค์
    ตอบ:
    14
    เปิดดู:
    2,041
  4. vacharaphol
    ตอบ:
    0
    เปิดดู:
    327
  5. Lukhgai
    ตอบ:
    3
    เปิดดู:
    1,567

แชร์หน้านี้

Loading...